พี่ๆช่วยแนะนำการเลี้ยงลูกป้อนด้วยครับ
พี่ๆช่วยแนะนำการเลี้ยงลูกป้อนด้วยครับ เอาตั้งแต่แรกเลยว่าผสมอาหารยังไง ดูแลยังไง
นกสามารถป่วยเป็นโรคอะไรได้บ้าง มีอาการยังไง สังเกตุอาการยังไง ตลอดจนวิธีการรักษา
เพราะผมคิดว่าคงช่วงนี้คงมีการถอยลูกป้อนออกมากันมากเเน่ๆ รบกวนด้วยครับ ที่ีไม่ตอบเองเพราะ
ความรู้ผมมันช่างน้อยนิดกระจิ๊ดริ๊ด กระจ้อยร่อย ตอบไปอาจอายได้ รบกวนท่านเทพทุกๆท่านด้วยครับ :-)
เอาข้อมูลคร่าว ๆ ของท่านทวด ทพ. ชาย ตัน ไปอ่านเล่น พราง ๆ ก่อนครับ เป็นข้อมูลย้อนหลังไปสัก 5 - 6 ปีที่แล้วครับ
อิ อิ
เดี๋ยวรอ ท่านเทพ มาอธิบาย
คำแนะนำในการเลี้ยงดูลูกนกแก้ว
เนื่องจากปัจจุบัน ได้มีการเพาะขยายพันธุ์นกแก้ว เพื่อจำหน่ายเป็นสัตว์เลี้ยงกันเพิ่มมากยิ่งขึ้น ทั้งนกที่มีสายพันธุ์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ และนกที่มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเซีย ดังนั้น ทางชมรม สยามไอเวียรี่คลับ จึงได้จัดทำเอกสารนี้ขึ้นมาเพื่อเผนแพร่ เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจได้ใช้เป็นแนวทางในการเลี้ยงดูลูกนกอย่างประสพความสำเร็จ เติบโตเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพ และมีโอกาสแพร่ขยายพันธุ์ต่อไป ในอนาคต
การเริ่มต้นเลี้ยงนกแก้ว โดยการหาซื้อลูกนกที่ได้รับการป้อนอาหารด้วยมือ และโตจนสามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว นั้น จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด หรือหากต้องการที่จะป้อนอาหารลูกนกด้วยตนเอง ก็ควรที่จะเลือกลูกนกที่มีเส้นขนแหลมเป็นหนาม ๆๆ ( ขนหลอด ) ขึ้นมาบ้างแล้ว จะปลอดภัยกว่า ที่จะซื้อลูกนกที่มีอายุน้อยกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่ไม่เคยป้อนอาหารลูกนกมาก่อน
เลือกลูกนกที่มีดวงตาแจ่มใส นิ้วเท้าอวบอ้วน ไม่มีน้ำมูก ไม่หายใจทางปาก ปีกแนบชิดลำตัว ขนรอบ ๆ ก้น ไม่มีคราบสิ่งสกปรก ในกล่องหรือในตู้ที่ใส่ลูกนกไม่มีกลิ่นเหมืนอันเกิดจากลูกนกท้องเสีย หรือไม่มีคราบอาหารที่ลูกนกขย้อนออกมา
อาหารที่ใช้ป้อนลูกนก ( ไม่ควร ) ใช้อาหารสำหรับเด็กอ่อน เช่น ซีรีแรค ซึ่งมีส่วนผสมของนมอยู่ด้วย นกไม่ใช่สัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม จึงไม่มีเอ็นไซน์แลคเตส สำหรับย่อยนม เมื่อได้รับอาหารที่มีนม ผสม อยู่ด้วยในปริมาณที่มาก จะทำให้เกิดอาการท้องเสีย หรืออาหารไม่ย่อยได้
อาหารสำหรับลูกนกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ
1. อาหารสำเร็จรูป ส่วนใหญ่ เท่าที่เห็นกันอยู่นั้น จะเป็นอาหารสูตรจากต่างประเทศ ซึ่งจะมีราคาค่อนข้างสูง และจะมีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน สำหรับลูกนกเมื่อเปรียบเทียบกับอาหาร ที่ผลิตภายในประเทศ ราคาจะต่างกันมาก ๆ
2. อาหารที่ผสมขึ้นเอง โดยใช้เมล็ดพืช เช่น ถั่วเชียว ถั่วเหลือง ฟักทอง ปลายข้าว แครอท ข้าวโพด ไข่ไก่ ต้มรวมกันจนสุกเปื่อย เติมวิตามินและเกลือแร่ ข้อดี ของอาหารประเภทนี้คือ สามารถเตรียมได้เอง ประหยัด ส่วนข้อเสีย คือ อาจไม่ได้รับสารอาหารครบถ้วนตามที่ลูกนกต้องการ
3. ผลไม้ เช่น กล้วย มะละกอ ฯลฯ
อุปกรณ์ที่ใช้ในการป้อนอาหาร มีให้เลือกใช้ดังนี้คือ
1. ไซริ้งค์ พร้อมกับสายยาง ( ไส้ไก่ จักรยาน ขนาด ยาว ประมาณ 3 – 5 นิ้ว ) วิธีการป้อน แบบนี้ ค่อนข้างสะดวก แต่ความสะดวกต่าง ๆ ก็จะแฝงถึงอันตรายสำหรับลูกนกด้วย โดยจะแหย่ปลายสายยางเข้าไปในปากลูกนก ( บริเวณด้านข้าง ) ไม่ควรแหย่ลงไปตรงกลางปากลูกนก เนื่องจาก บริเวณ ใต้โคนลิ้น ของลูนกจะเป็นหลอดลม สายยาง หรือไส้ไก่ อาจจะเข้าไปในหลอดลมได้ ( ถึงตายเชียว )
2. ไซริ้งค์ พร้อมกับสายยาง ( ชนิดป้อนลูกนกปากขอ โดยเฉพาะ ) ปกติ สลิ้ง ชนิดนี้ จะไม่ค่อยได้เห็น เข้ามาขาย ตามร้านขายนกต่าง ๆ มากมายนัก ( มีขายเฉพาะที่ ) โดยจะไม่ต้องห่วง ๆ เรื่องอาหารเข้า หลอดลม เนื่องจากอาหาร จะออกมาบริเวณ ช่องด้าน ข้างของสายยาง
3. ไซริ้งค์ อย่างเดียว โดยแหย่ ปลายไซริ้ง ที่บรรจุอาหารเข้าที่มุมปาก แล้วค่อย ๆๆ บีบ ก้านไซริ้งค์ อย่างช้า ๆ
4. ช้อนชา ที่บีบขอบทั้งสองข้าง ห้อเข้าหากัน ตักอาหารป้อนลูกนกอย่างช้า ๆ ปลอดภัย มากที่สุด แต่ค่อนข้างจะเลอะเทอะ
คำแนะนำในการป้อนอาหาร
1. อุณหภูมิของอาหารที่ใช้ป้อนลูกนก หากเป็นอาหารสำเร็จรูป ควรมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 37.7 – 43.3 องศา C ( 100 – 110 องศา F )
2. ผสมอาหารตามอัตราส่วนที่ระบุไว้ และเพียงพอต่อการใช้ในแต่ละมื้อ ปัญหาที่มักจะพบคือในกรณีที่ซื้ออาหารที่แบ่งขายเป็นถุง ๆ ขอให้สอบถามเรื่องอัตราส่วนผสมที่ชัดเจนด้วย ซึ่งจะแตกต่างกันไปแล้วแต่ละยี่ห้อ
3. หากเป็นผลไม้ ใช้ช้อนขูด ๆ ให้นกกินทีละน้อย ควรใช้ผลไม้ที่ใหม่สดอยู่เสมอ
4. ความถี่ ในการป้อนอาหาร
แรกเกิด ให้ทุก ๆ 2 ชั่วโมง ( 9 – 10 ครั้ง ต่อ วัน )
เมื่อถึงวันที่ 8 ให้ทุก ๆ 3.5 – 4 ชั่วโมง ( 5 – 6 ครั้ง ต่อ วัน )
เมื่อถึงวันที่ 14 ให้ทุก ๆ 5 ชม. ( 4 ครั้ง ต่อวัน )
เมื่อถึงวันที่ 24 – 30 ให้ทุก 8 ชม. ( 3 ครั้ง ต่อวัน )
เมื่อถึงช่วงที่น้ำหนักตัวของลูกนกขึ้นถึงจุดสูงสุด 2 ครั้งต่อวัน
หมายเหตุ : น้ำหนัก นกต้องขึ้นทุกวัน เพียงแต่ว่า จะขึ้นมากหรือน้อย เท่านั้น จะไม่มีการลดลง
ช่วงอายุที่ลูกนกมีน้ำหนักสูงสุดนี้จะแตกต่างกันออกไปในแต่ละสายพันธุ์ เมื่อถึงตอนนั้น ลูกนกจะมีน้ำหนักตัวมากกว่า พ่อแม่นก และหลังจากนั้นจะกินอาหารน้อยลง น้ำหนักตัวจะค่อย ๆ ลดลง ๆ และได้เวลาที่จะเริ่มฝึกกินอาหารด้วยตนเอง
การป้อนอาหารนกมีเรื่องที่พึงต้องระมัดระวังคือ การรักษาความสะอาด ทำบันทึกการให้อาหารและน้ำหนักตัวของลูกนก ใช้อุปกรณ์ในการป้อน และชนิดของอาหารที่เหมาะสม ในกรณีที่มีปัญหาเกิดขึ้น จะแสดงออกดังนี้คือ
1. น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นน้อยมาก หรือลดลง
2. อาหารที่ป้อนใช้เวลานานมากกวาจะย่อยหมดไปจากกระเพาะ
3. ปฏิกริยาตอบสนองต่อการป้อนอาหารต่ำมาก
การที่ลูกนกมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นน้อยมาก หรือลดลง อาจจะมีสาเหตุดังนี้
1. นกได้รับอาหารในปริมาณที่น้อยเกินไป การป้อนไม่จำเป็นต้องรอจนอาหารในกระเพาะหมดเกลี้ยงแล้วถึงเริ่มป้อนมื้อต่อไป ในรอบยี่สิบสี่ชั่วโมง จะมีช่วงที่กระเพาะของลูกนกว่างเปล่าคือ ตอนเช้า
2. ชนิดของอาหารไม่เหมาะสมกับพันธุ์ของนกนั้น ๆ พวกลูกนกแก้วขนาดใหญ่เช่น กระตั้ว มาร์คอ ต้องการอาหารที่มีปริมาณไขมันที่สูงกว่า นกชนิดอื่น ๆ
3. อุณหภูมิในการเลี้ยงดูลูกนกไม่เหมาะสม หากต่ำกว่าที่ควร ระบบการย่อยอาหารจะทำงานล่าช้าลงมาก
- ลูกนกแรกเกิดควรได้รับความอบอุ่นที่อุณหภูมิ 36.6 องศา C
- เมื่ออายุ 5 – 12 วัน อุณหภูมิ 35 – 31.6 องศา C
- เมื่ออายุ 12 วัน ถึงระยะขนขึ้น เป็น ขนหนาม อุณหภูมิ 31 – 28 องศา C
- เมื่อมีขนคลุมเกือบทั่วทั้งตัว อุณหภูมิ 26.5 องศา C
4. อุณหภูมิของอาหารที่ไม่เหมาะสม หากสูงเกินไป ความร้อนของอาหารจะลวกเนื้อเยื้อที่บุกกระเพาะจนกลายเป็นเนื้อตาย หากต่ำกว่า ไป การย่อยจะช้ามาก จนกระทั่งเกิดการบูดเน่าอยู่ภายในกระเพาะอาหาร
5. ความเครียดจากสภาพแวดล้อม
6. เกิดจากการติดเชื้อ เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรียที่พบได้บ่อยได้ แก่ เชื้อซาลโมเนลล่า ซึ่งทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร ส่วนเชื้อรา ได้แก่ พวกแคนดิด้า อัลบิแคน มักพบในช่องปาก และผนังของเยื่อบุกระเพาะอาหาร
7. การสำลักอาหารหากไม่มากนัก ลูกนกจะแสดงอาการไอ และจามเพื่อขับเอาอาหารที่สำลักออกมาประมาณหนึ่งถึงสองชั่วโมง แล้วจะค่อยทุเลาลง ในกรณีที่มีอาหารเข้าไปในหลอดลม เป็นจำนวนมาก จะหายใจลำบาก เกิดการติดเชื้อในปอด หรือ อาจตายอย่างเฉพียงพลัน เพื่อหลีกเลี้ยงกรณีดังกล่าว การป้อนอาหารจึงควรกระทำอย่างช้า ๆ และด้วยความระมัดระวัง
8. กระเพาะอาหารอักเสบ เกิดจากอาหารที่ไม่เหมาะสมกับลูกนก อาหารที่ตกค้างอยู่ในกระเพาะอาหารระยะเวลานานเกินไป จนทำให้เกิดการหมัก ลูกนกจะแสดงอาการขย้อนอาหารนั้นออกมา การแก้ไขโดยใช้ยา Kaopectate จนอาการดีขึ้น จึงกลับมาป้อนอาหารตามปกติ
[ Siamaviaryclub ]
อ้างถึงdevil_kay เป็นผู้เขียน:
พี่ๆช่วยแนะนำการเลี้ยงลูกป้อนด้วยครับ เอาตั้งแต่แรกเลยว่าผสมอาหารยังไง ดูแลยังไง
นกสามารถป่วยเป็นโรคอะไรได้บ้าง มีอาการยังไง สังเกตุอาการยังไง ตลอดจนวิธีการรักษา
เพราะผมคิดว่าคงช่วงนี้คงมีการถอยลูกป้อนออกมากันมากเเน่ๆ รบกวนด้วยครับ ที่ีไม่ตอบเองเพราะ
ความรู้ผมมันช่างน้อยนิดกระจิ๊ดริ๊ด กระจ้อยร่อย ตอบไปอาจอายได้ รบกวนท่านเทพทุกๆท่านด้วยครับ :-)
เทพแห่งเมืองเหนือ ชวนให้พี่ๆๆน้อง ๆๆ เขียนตำราเลี้ยงลูกป้อนนก
ไว้ให้ผู้ที่เริ่มเลี้ยงได้อ่าน
8-) 8-) 8-) 8-) 8-) 8-)

ไม่ใช่เทพ ครับพี่เชษฐ์ เก้เป็น มาร อิอิ :-D :-D :-D
อ้างถึงdevil_kay เป็นผู้เขียน:
ไม่ใช่เทพ ครับพี่เชษฐ์ เก้เป็น มาร อิอิ :-D :-D :-D
ทั้งเทพ ทั้งมาร มันต้องไปเฝ้าท่านยมก่อน ถึงจะเป็นได้ไม่ใช่เหรอ
ไม่เอา อะ กลัว [/color] :-o :-o ;-) :evil: :oops:
at_love เป็นผู้เขียน:
อ้างถึง2. ไซริ้งค์ พร้อมกับสายยาง ( ชนิดป้อนลูกนกปากขอ โดยเฉพาะ ) ปกติ สลิ้ง ชนิดนี้ จะไม่ค่อยได้เห็น เข้ามาขาย ตามร้านขายนกต่าง ๆ มากมายนัก ( มีขายเฉพาะที่ ) โดยจะไม่ต้องห่วง ๆ เรื่องอาหารเข้า หลอดลม เนื่องจากอาหาร จะออกมาบริเวณ ช่องด้าน ข้างของสายยาง
แก้ไขข้อนี้ครับ
2. ไซริ้งค์ พร้อมกับสายยาง ( ชนิดป้อนลูกนกปากขอ โดยเฉพาะ ) ปกติ สลิ้ง ชนิดนี้ จะไม่ค่อยได้เห็น เข้ามาขาย ตามร้านขายนกต่าง ๆ มากมายนัก ( มีขายเฉพาะที่ ) เป็นสายซิลิโคนที่มีความยาวประมาณ8-9 นิ้ว มีรูด้านข้าง
ความยาว 8-9 นิ้ว จะช่วยให้แหย่สายยางลงไปถึงกระเพาะ แล้วยังเหลือส่วนที่ติดกับไซริ้งค์อีกประมาณ 2- 3 นิ้ว ช่วยให้แก้ไขปัญหาเรื่องลูกนกเขมือบสายยางลงไปทั้งอัน
ส่วนรูด้านข้างนั้น เอาไว้ตอนดูดอาหารออกมาจากกระเพาะ จะได้ไม่ไปดูดเอาเนื่อเยื้อในกระเพาะนะครับ
สายยางชนิดนี้ สามารถเอาไปต้มเพื่อทำความสะอาดได้ โดยที่ไม่เปลี่ยนรูปร่าง
[/u]
กระทู้แบบนี้ต้องเซฟ คะ
ขอบคุณพี่โด้ กับป๋าชาย ครับ แล้วนอกหนือจากข้อข้างบนต้องมีอะไรอีกป่าวครับ
แบบว่าผมก็มือใหม่กลัวเอาลูกเค๊ามาเดี้ยงอะครับ รบกวนด้วยครับ อยากได้แบบละเอียดยิบๆ
ทุกขั้นตอนการผลิตต้ังแต่หนังๆ จนโตขนยาวบินหนีได้เลยอะครับ รบกวนด้วยครับ :-D
:-D :-D :-D
มารอเก็บความรู้ด้วยครับผม
อ้างถึงC.tan เป็นผู้เขียน:
at_love เป็นผู้เขียน:
อ้างถึง2. ไซริ้งค์ พร้อมกับสายยาง ( ชนิดป้อนลูกนกปากขอ โดยเฉพาะ ) ปกติ สลิ้ง ชนิดนี้ จะไม่ค่อยได้เห็น เข้ามาขาย ตามร้านขายนกต่าง ๆ มากมายนัก ( มีขายเฉพาะที่ ) โดยจะไม่ต้องห่วง ๆ เรื่องอาหารเข้า หลอดลม เนื่องจากอาหาร จะออกมาบริเวณ ช่องด้าน ข้างของสายยาง
แก้ไขข้อนี้ครับ
2. ไซริ้งค์ พร้อมกับสายยาง ( ชนิดป้อนลูกนกปากขอ โดยเฉพาะ ) ปกติ สลิ้ง ชนิดนี้ จะไม่ค่อยได้เห็น เข้ามาขาย ตามร้านขายนกต่าง ๆ มากมายนัก ( มีขายเฉพาะที่ ) เป็นสายซิลิโคนที่มีความยาวประมาณ8-9 นิ้ว มีรูด้านข้าง
ความยาว 8-9 นิ้ว จะช่วยให้แหย่สายยางลงไปถึงกระเพาะ แล้วยังเหลือส่วนที่ติดกับไซริ้งค์อีกประมาณ 2- 3 นิ้ว ช่วยให้แก้ไขปัญหาเรื่องลูกนกเขมือบสายยางลงไปทั้งอัน
ส่วนรูด้านข้างนั้น เอาไว้ตอนดูดอาหารออกมาจากกระเพาะ จะได้ไม่ไปดูดเอาเนื่อเยื้อในกระเพาะนะครับ
สายยางชนิดนี้ สามารถเอาไปต้มเพื่อทำความสะอาดได้ โดยที่ไม่เปลี่ยนรูปร่าง
[/u]
เอารูปมาขยายให้ดูครับ จะมีสายป้อนหลายไซด์ครับ
ขนาดใหญ่สุดจะสีส้ม สำหรับ Marcow แล้วก็ลดหลั่นกันไปครับ ขาว เขียว
สำหรับริงเน็ท ค็อก Sun สีน้ำเงิน และสีดำ
ย่อมลงมาหน่อย
ความรู้เพียบ
อ้างถึงdevil_kay เป็นผู้เขียน:
ขอบคุณพี่โด้ กับป๋าชาย ครับ แล้วนอกหนือจากข้อข้างบนต้องมีอะไรอีกป่าวครับ
แบบว่าผมก็มือใหม่กลัวเอาลูกเค๊ามาเดี้ยงอะครับ รบกวนด้วยครับ อยากได้แบบละเอียดยิบๆ
ทุกขั้นตอนการผลิตต้ังแต่หนังๆ จนโตขนยาวบินหนีได้เลยอะครับ รบกวนด้วยครับ :-D
โห!!! น้องเก้ ถ้าเอาตั้งแต่แบบนั้นละก็ เหนื่อยกันพอดีอะ ..... เอารูปไปดูก่อนยากจริง ๆๆๆๆ ตั้งแต่ออกไข่ เข้าตู้ฟัก เจาะเอง ยังต้องมาเจาะให้เพิ่มช่องอากาศ ใสกล่อง ( อับตามพี่พุฒ ) เฮออ กว่าจะเป็นตัว
ยากเหมือนกันน๊ะ ( แต่กรณีที่เจาะให้เพิ่มเพราะว่ามันดันเจาะผิดด้าน ที่ด้านป้านไม่เจาะ ไปเจาะด้านแหลมซะ )
งานเข้าแล้ว พี่โด้ อิอิ
ความรู้ในกระทู้นี้หาที่ใหนไม่ได้แล้ว เอาแบบละเอียดยิบๆๆ เลยครับพี่โด้ :-D :-D :-D
อ้างถึงakaradej28 เป็นผู้เขียน:
ความรู้ในกระทู้นี้หาที่ใหนไม่ได้แล้ว เอาแบบละเอียดยิบๆๆ เลยครับพี่โด้ :-D :-D :-D
แหะ ๆๆๆ เทคนิค ผมไม่เหมือนใคร โดนถ่ายทอดส่งต่อ จากประสบการณ์จริง ๆๆๆๆ มันเหนื่อยน๊ะ เดี๋ยวผ่านพ้นไปก่อน เก็บรวบรวมรูปภาพประกอบไว้ให้แล้วครับ
ต้องให้พี่ ๆ ทั้งหลาย พี่พุฒ ท่านทวด ทพ.ชายตัน มาถ่ายทอดด้วยครับ และท่านอื่น ๆ เพราะประสบการณ์จริง ๆ แต่ละท่านไม่เหมือนกัน รวมถึงผมครับ
จด จด จด ง่า หางอึ่งจะกลายเป็นหางยาวแล้วเรา :-D :-D
ดีจังเลย.......... อีกไม่นานผมต้องได้ป้อนกะเขาบ้าง
โอ้โห!!!! เทพเมืองเหนือปะทะเทพสุขา3ถล่มเทพสาย2
หนังจีนเรื่องนี้ยาวววววว......
อ้างถึงkitty75 เป็นผู้เขียน:
โอ้โห!!!! เทพเมืองเหนือปะทะเทพสุขา3ถล่มเทพสาย2
หนังจีนเรื่องนี้ยาวววววว......
เย้ย!!! ........ ก็ยังมีจอมเทพแห่งอันดามัน ท่านจอมเทพเมืองชลบุรี แล้ว ก็ยังมหาเทพแห่งมหาชัย อีกน๊ะ หุหุ .....
ต้องมาช่วยกันถ่ายทอดพลังยุทธ์ พลังปราณ น๊ะขอรับกระผม :-D :-o :lol:
ไม่ว่าจะเทพไหนๆ ก็คงสู้เทพ มหาชัย ไม่ได้หรอกครับพี่เล็ก :-D :-D :-D
มาแอบอ่าน เรายังอ่อนนัก อาศัยอ่านมากๆหน่อย อิอิ
ตามมาจด ยิกๆๆๆๆๆๆๆ เอาตั้งแต่ เริ่มออกมาจากไข่ นะ ละลายอะไำร ยังไง เอาอะไรหยอดใส่ปาก เท่าไหร่ ต้องหยอด ครั้งละเท่าไร กี่ครั้งต่อวัน เอาอะไรปูรองพื้น
ใช้อุปกรณ์อะไร แล้ว ๆๆๆๆๆ ....... ยิบเลยนะ เจ้าคะ ต้องเตรียมตัว เพราะเดี๋ยว เกรย์ไข่มา ทำไม่เป็น เหอ เหอ เหอ
ตื่นเต้นเกินเหตุ หน้ามันยังไม่ค่อยจะมองกันเลย มันจะไข่ได้ไม๊เนี่ยคะ ท่านนนนเทพพพพพพพพ
ถ้าผมเปิดกระทู้ การต้มไข่บ้าง จะมีใครตามไปจดไหมหนอ เฮ้อ....
อ้างถึงTNT เป็นผู้เขียน:
ถ้าผมเปิดกระทู้ การต้มไข่บ้าง จะมีใครตามไปจดไหมหนอ เฮ้อ....
ผมตามครับ ตอนนี้ขมักเขม้นกินไข่เป็นการใหญ่ :-D
ผมคิดว่าจะไม่เข้ามาตอบกระทู้นี้อีกแล้ว เพราะดันมีคนมาตั้งให้เป็นเทพเป็นเทวดาโน่นเลย อยากจะบอกว่า ผมยังไม่ตายนะเฟ้ยยยยย......
แต่มีเหตุให้ต้องกลับเข้ามาจนได้ มีคนไปซื้อลูกเกรย์มาจากที่อื่น แล้วป่วย ตามให้ผมไปรักษา ผมก็ไปดูให้ และเตือนๆๆๆๆ เรื่องสายยาง ว่าระวัง อย่าให้นกกลืนลงไป สุดท้าย วันนี้เอง เอานกมาหา บอกว่ากลืนสายยางลงไปแล้ว
หลังจากปล้ำเอาออกมาได้แล้ว ผมบอกเจ้าของนกว่า ยื่นมือมาหน่อย แล้วก็ฟาดซะเต็มเหนี่ยวเลย
เจ้าของนกน้ำตาร่วงผลอยๆ
1. ความยาวของสายยาง ควรยาวเท่ากับระยะจากจะงอยปากนกไปจนถึงกึ่งกลางกระเพาะ แล้วบวกอีก 1 - 1 1/2 นิ้ว
1 - 1 1/2 นิ้วที่เพิ่มขึ้นมา ก็เพื่อว่า ไม่ให้จะงอยปากนกงับเข้าตรงขั้ว/ข้อต่อ ที่สวมกับไซริ้งค์
2.สายยางใส้ไก่ที่ยาวๆ จะไม่กดแทงกระเพาะจนทะลุ เพราะใส้ไก่ค่อนข้างนิ่ม ไม่เหมือนซิลิโคนที่แข็งกว่า และที่ทะลุๆกัน ส่วนใหญ่แล้วมาจากอาหารที่ร้อนเกินไป จนเนื้อเยื่อตาย
3.ลูกนกที่ขี้ร้อง ป้อนจนกระเพาะเบ่งแล้วก็ยังร้อง หากสังเกตุดู พวกนี้จะผอมผิดปกติครับ และมักจะเบียดเสียดแก่งแย่งตัวอื่นกินเสมอ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวของพวกที่ผอมๆ ร้อง แย่ง เพื่อจะได้กินอาหารให้มาก เมื่อไหร่ที่อ้วนเหมือนตัวอื่นๆหรือตามที่ควรจะเป็น อาการขี้ร้องจะหายไปครับ
ดังนั้น หากเจอนกขี้ร้อง ขอให้ระวัง อย่าป้อนมากจนเกินไป อย่าให้ข้นจนเกินไป อย่าหวังให้อ้วนเพียงข้ามวัน เพราะมักจะเดี้ยงเสียก่อน
อีกเรื่องที่ควรระวังคือ อุปกรณ์ที่ใช้ป้อนอาหารครับ โดยเฉพาะสำหรับลูกนกที่เพิ่งเกิดจากตู้ฟัก
อุปกรณ์มีให้เลือกดังนี้คือ
ดร๊อปเปอร์ หรือ ที่หยอด ตรงปลายบนสุดจะเป็นกระเปาะ สำหรับบีบให้อาหารไหลออกมา เวลาจะใช้ก็บีบไล่ลมออกก่อน เอาไปจุ่มลงในอาหาร แล้วปล่อยมือออก มันก็จะดูดเอาอาหารเข้าไปในหลอด
ข้อดี................ ควบคุมอุณหภูมิได้ดีกว่า และ เร็ว
ข้อเสีย .........ทำความสะอาดยาก ควบคุมปริมาณอาหารได้ยาก
ไซริ้งค์ แบบไม่ต้องใช้สายยาง
ข้อดี .........ควบคุมอุณหภูมิของอาหารได้ดีกว่า และ เร็ว
ข้อเสีย.....ควบคุมปริมาณอาหารได้ยาก และ อันตรายหากเลือกใช้ขนาดของไซริ้งค์ที่ไม่เหมาะสม
หลอดกาแฟ
มีรูให้เลือกหลายขนาด รวมทั้ง หลอดเล็กๆอย่างหลอดยาคูลท์
วิธีการใช้ ใช้แทนช้อนนะครับ ห้ามเอาหลอดจุ่มลงไปในอาหาร แล้วใช้นิ้วอุดปลายข้างหนึ่ง แล้วเอาแหย่เข้าที่ปากนก พร้อมกับปล่อยนิ้วที่อุดปลายหลอด เพราะนกจะสำลัก ตายยยยยย...................สถานเดียวครับ
ใช้กรรไกร ตัดปลายหลอดในแนวเฉียงๆ แล้วเอาส่วนปลายนั้นไปตักอาหาร ป้อนลูกนก
การตัดปลายให้เฉียง หากยิ่งเฉียงมากเท่าไร ก็จะตักอาหารได้น้อยมากเท่านั้น และหรือ หากนอกจากตัดเฉียงแล้ว ยังตัดขอบสองข้างให้สอบเข้าหากันอีก ก็จะตักอาหารได้น้อยลงไปอีก สามารถป้อนได้แม้กระทั่งลูกนกฟิ้นซ์
ข้อดี.....ควบคุมปริมาณอาหารได้ง่ายกว่า ในกรณีที่ลูกนกไม่อ้าปาก ก็สามารถใช้ส่วนปลายหลอดกาแฟนั้น แซะๆเข้าไปทางด้านข้างของจะงอยปากได้ , มีหลอดให้เลือกได้หลายขนาด รวมทั้งจัมโป้ไซด์ ,ราคาถูก ,หาได้ทั่วไป ,ทำความสะอาดง่าย,ใช้วันเดียวทิ้ง แบบ ตัวละอัน, อันละวัน หรือแม้แต่ อันละมื้อ ก็ยังไม่นับว่าสิ้นเปลือง แถมยังป้องกันการแพร่เชื้อระหว่างลูกนกได้เป็นอย่างดีด้วย
ข้อเสีย....ช้า และควบคุมอุณหภูมิของอาหารได้ยากกว่า
สำหรับเรื่องขนาดของไซริ้งค์ที่เหมาะสม ผมอยากจะให้ดูภาพนี้ครับ
จากซ้ายมาขวา คือ ไซริ้งค์ขนาด 10 ,5 และ 1 ซีซี ตามลำดับ
ขนาด 10 ซีซี มีเส้นผ่าศูนย์กลางรูใน เท่ากับ 1.6 ซ.ม.
ขนาด 5 ซีซี มีเส้นผ่าศูนย์กลางรูในเท่ากับ 1.3 ซ.ม.
ขนาด 1 ซีซี มีเส้นผ่าศูนย์กลางรูในเท่ากับ 0.55 ซ.ม.
ถึงแม้รูที่อาหารจะไหลออกมา จะมีขนาดเท่ากันหมด แต่การป้อนลูกนก ไม่ใช่ว่า ให้ลูกนกอ้าปากรอ แล้วไซริ้งค์ลอยอยู่ข้างบน จากนั้นค่อยๆบีบ ให้อาหารหยดลงมาที่ละหยดๆนะครับ
ที่ทำได้ ก็คือ ปาดส่วนปลายรูออกให้เฉียง แล้วเอาแหย่เข้าไปในปากนก จากนั้นก็ค่อยๆบีบอาหารเข้าไปนิดนึง หยุดเพื่อให้ลูกนกกลืน แล้วบีบต่ออีก ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ
ปัญหามันอยู่ตรงที่บีบนิดนึงนะครับ
เมื่อกดก้านไซริ้งค์ลงไป 1 มิล ( 0.1 ซ.ม.) อาหารจะไหลออกมาตามนี้ครับ
ไซริ้งค์ 10.ซีซี ออกมา 0.2011 ซีซี ( 8.48 เท่า ของไซริ้งค์ 1 ซีซี)
ไซริ้งค์ 5 ซีซี ออกมา 0.1327 ซีซี( 5.60 เท่า ของ ไซริ้งค์ 1 ซีซี )
ไซริ้งค์ 1 ซีซี ออกมา 0.0237 ซีซี
ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า เราสามารถกดทีละนี๊ดดดด......ทีละ 1 มิล โดยตลอดรอดฝั่งหรือไม่
เมื่อลูกนกโช๊คๆๆๆ เรายังจะสามารถยั้งมือ ยั้งใจ กดทีละนี๊ดดดดด....ทีละ 1 มิลๆ ได้โดยตลอดรอดฝั่งหรือไม่
กรณีใช้หลอดแก้ว + ลูกบีบยาง
มีความเป็นไปได้ในการหยดอาหารมากน้อยเพียงใดครับ
อ้างถึงat_love เป็นผู้เขียน:
กรณีใช้หลอดแก้ว + ลูกบีบยาง
มีความเป็นไปได้ในการหยดอาหารมากน้อยเพียงใดครับ
มันคืออันเดียวกันกับที่เรียกว่า ดร๊อปเปอร์ ครับ
หากคนใช้ เคยชินอยู่กับการบีบอะไรต่อมิอะไร ที่มันเต็มไม้เต็มมือ ก็น่าหวาดเสียวอ่ะนะ ขอรับ
:-D :-D :-D
อ้างถึงC.tan เป็นผู้เขียน:
อ้างถึงat_love เป็นผู้เขียน:
กรณีใช้หลอดแก้ว + ลูกบีบยาง
มีความเป็นไปได้ในการหยดอาหารมากน้อยเพียงใดครับ
มันคืออันเดียวกันกับที่เรียกว่า ดร๊อปเปอร์ ครับ
หากคนใช้ เคยชินอยู่กับการบีบอะไรต่อมิอะไร ที่มันเต็มไม้เต็มมือ ก็น่าหวาดเสียวอ่ะนะ ขอรับ
:-D :-D :-D
อู้ว๊าวววววววววววว !!!! ชอบคำนึ้จัง " บีบอะไรต่อมิอะไร ที่มันเต็มไม้เต็มมือ " อิ อิช๊อบชอบ!!! ............. ครับ หุหุ
กร๊ากกกก ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ( หายเครียดแล้วครับ ขอขอบพระคุณสำหรับคำปรึกษาและแอบระบายนิดนิด ) อิ อิ [/b] :-D :-D :lol: :lol: :lol: :-o :-o :-o :-o :-D
อุปกรณ์อีกชนิด ที่สามารถใช้สำหรับป้อนอาหารนก ได้ คือ ขวดพลาสติกที่ใช้ใส่ซ๊อส
อาหารต้องค่อนข้างข้นนิดนึง และเหมาะสำหรับป้อนลูกนกไซด์ขนหนามขึ้นไป
ผู้ป้อน ต้องมีทักษะมากพอสมควร ต้องกะแรงที่จะใช้บีบขวดได้ถูกต้อง ต้องเว้นจังหวะให้ลูกนกได้หายใจได้ถูกต้อง
เหมาะสำหรับกรณีที่มีลูกนกเป็นจำนวนมากๆครับ
อีกเรื่องคือความเข้มข้นของอาหารครับ
เท่าที่เห็น หลายๆคน ไม่เคยตวงปริมาณของผงและน้ำเลย
ได้แต่กะๆเอา
ดังนั้น ... เหลวๆ..... เหลวพอดีๆ.... เหลวพอประมาณ ... ข้นนิดหน่อย .... จึงอาจจะเป็นเรื่อง " คนละเรื่องเดียวกัน " นะครับ
นกที่ควรจะโต ก็อาจไม่โต นกที่ควรจะรอด ก็อาจไม่รอด นกที่ควรจะตาย จึงได้ตายยากเย็นนักหนา
ดังนั้น ก่อนป้อน จึงควรอ่านฉลากและปฎิบัติตามนั้นด้วยครับ หรือหากจะให้ชัวร์ ก็อาจจะเหลวกว่านั้นสักนิดหน่อย
ตัวอย่างเรื่องนี้ ผมเพิ่งเจอมา ลูกค้าเอานกกลับมาฝากเลี้ยง ผมป้อนได้ครั้งละ 40 ซีซี วันละสองครั้ง แต่เมื่อเอากลับไป ป้อนได้แค่ 20 ซีซี เท่านั้น แล้วก็ไม่ยอมกินอีกเลย นกเริ่มผอมลงๆๆๆอย่างน่าใจหาย
สอบถามได้ความว่า ตวงเหมือนกัน แต่เป็น ผง 2 น้ำ 3 ป้อนเลร็จแล้ว ก็ป้อนน้ำเปล่าตามลงไป เหมือนคนที่กินข้าวแล้ว ก็กินน้ำนะครับ
อย่างฮาเลยครับ พี่ชายตัน
พี่เชษฐ์ ผมยิ่งกว่านั้นอีก ผมจับแหกปาก ยัดแบบเป็นผงเข้าไปเลย
แล้วจึงกรอกน้ำตาม 555 เหมือนกับเด็กๆกินไวไวแบบไม่ต้มไง ต้องให้กินน้ำตามเยอะๆ เดี๋ยวมันไปดูดน้ำในกระเพาะไง อิ อิ
อ้างถึงC.tan เป็นผู้เขียน:
ดังนั้นควรอ่านฉลากและปฎิบัติตามนั้นด้วยครับ หรือหากจะให้ชัวร์ ก็อาจจะเหลวกว่านั้นสักนิดหน่อย
ตัวอย่างเรื่องนี้ ผมเพิ่งเจอมา ลูกค้าเอานกกลับมาฝากเลี้ยง ผมป้อนได้ครั้งละ 40 ซีซี วันละสองครั้ง แต่เมื่อเอากลับไป ป้อนได้แค่ 20 ซีซี เท่านั้น แล้วก็ไม่ยอมกินอีกเลย นกเริ่มผอมลงๆๆๆอย่างน่าใจหาย
สอบถามได้ความว่า ตวงเหมือนกัน แต่เป็น ผง 2 น้ำ 3 ป้อนเลร็จแล้ว ก็ป้อนน้ำเปล่าตามลงไป เหมือนคนที่กินข้าวแล้ว ก็กินน้ำนะครับ
ท่านทวดครับ คือปัญหาหลักของเด็กน้อยอย่างพวกผมที่ไม่สามารถผสมอาหารให้ตรงตามฉลากที่กำหนดคือ มันเป็นภาษาปะกิต อะครับแล้วแบบความรู้อันน้อยนิดกระจิ๊ดริ๊ด+กับความเป็นมือใหม่มากๆๆ ก็เลยผสมผิดๆถูกๆคาดคะเนไม่ถูกจริงๆแบบนี้ต้องมีสัมนาเิชิงวิชาการเรื่องการเลี้ยงลูกป้อนแล้วหละครับ รบกวนท่านทวดจัดทีนะครับอิอิ :-D :-D :-D :-D
อู้แม่เจ้า....เคล็ดลับการเลี้ยงแบบเซียน อิอิ :-D :-D :-D
ขอบอกตามตรงเลยครับ ริงค์เน็คตัวแรกที่ผมป้อน ผมซื้ออาหารแบบแบ่งขายมาป้อน คำแนะนำก็ไม่มีฉลากก็ไม่มี ผมชงแบบ 1 ต่อ 1 เลย คือน้ำ 1 ส่วน อาหาร 1 ส่วน บี้ๆเสร็จ ตักใส่ปากนกเลยไม่มีหก แต่เหนียวชะมัด น่าแปลกที่นกตัวนั้นโตจนบินได้ แต่สุดท้ายมาตายเพราะกินกล้วยห่าม ตัวที่ 2 ตัวที่ 3 ผมก็ป้อนมาแบบนั้น มาคอว์ผมก็ป้อนแบบนั้น จนได้มาเข้าเวปนี้แหละครับ ผมจึงได้ทราบว่าผมป้อนผิดมาตลอด ชงน้ำธรรมดาไม่ต้มก็เคยชง แปลกที่ไม่ยักพากันตายแฮะ พอมานึกย้อนกลับ โห เสียวใส้จัง
อ้างถึงartz เป็นผู้เขียน:
ขอบอกตามตรงเลยครับ ริงค์เน็คตัวแรกที่ผมป้อน ผมซื้ออาหารแบบแบ่งขายมาป้อน คำแนะนำก็ไม่มีฉลากก็ไม่มี ผมชงแบบ 1 ต่อ 1 เลย คือน้ำ 1 ส่วน อาหาร 1 ส่วน บี้ๆเสร็จ ตักใส่ปากนกเลยไม่มีหก แต่เหนียวชะมัด น่าแปลกที่นกตัวนั้นโตจนบินได้ แต่สุดท้ายมาตายเพราะกินกล้วยห่าม ตัวที่ 2 ตัวที่ 3 ผมก็ป้อนมาแบบนั้น มาคอว์ผมก็ป้อนแบบนั้น จนได้มาเข้าเวปนี้แหละครับ ผมจึงได้ทราบว่าผมป้อนผิดมาตลอด ชงน้ำธรรมดาไม่ต้มก็เคยชง แปลกที่ไม่ยักพากันตายแฮะ พอมานึกย้อนกลับ โห เสียวใส้จัง
ปาฎิหารย์มีจริงครับงานนี้ :-D :-D :-D
ปริมาณอาหารที่จะป้อนในแต่ละมื้อ จำนวนมื้อในแต่ละวัน ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ถามกันบ่อย
ปริมาณที่ป้อนในแต่ละมื้อ ขึ้นอยู่กับขนาดและอายุของลูกนก และ นกแต่ละตัว ครับ ในกรณีที่ไม่เคยป้อนนกนั้นๆมาก่อน ก็มีวิธีประมาณคร่าวๆคือ ให้กระเพาะพักพอตึงๆนิดๆ (ซึ่งออกจะกะยากสักนิดสำหรับมือใหม่ ) หรือ เริ่มป้อนกันที่ประมาณ 5 % ของน้ำหนักตัว เช่น 400 กรัม ก็ 20 ซีซี ดูก่อน เมื่อเห็นว่า ย่อยหมดก็ค่อยๆเพิ่มปริมาณขึ้น ในครั้งต่อๆไป
ปริมาณอาหารที่ป้อน ควรจะค่อยๆเพิ่มขึ้น ในแต่ละมื้อ(ในกรณีที่รอจนย่อยหมดสนิทแล้วค่อยป้อนมื้อต่อไป) ในแต่ละวัน วิธีการนี้ เป็นการขยายขนาดของกระเพาะ เพื่อให้บรรจุอาหารได้มากขึ้น ให้เหมาะสมกับน้ำหนักตัวของลูกนกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในขณะเดียวกัน ความเข้มข้นของอาหารก็ควรเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ แต่จุดสูงสุด ที่นับว่าปลอดภัย(สำหรับมือใหม่)คือ 1:3 - 1:2.5
การเพิ่มแบบก้าวกระโดด ของปริมาณ และ ความเข้มข้น จะเป็นสาเหตุของอาหารไม่ย่อย ครับ
ขอดันกระทู้นี้้ไว้ก่อนนะ้ครับ :-D
และอีกคำถามที่เจอบ่อยคือ ต้องป้อนกันนานแค่ไหม เมื่อไหร่จะกินเองซะที
ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ ผมขอถามกลับว่า เหตุที่เริ่มกันตั้งแต่ลูกป้อน ก็เพราะต้องการนกเชื่องใช่ไหมครับ ถ้าใช่ ก็ควรทำใจยอมรับที่จะต้องป้อนกันค่อนข้างยาวนาน เหตุผลก็คือ
1.ลูกป้อนจะกินอาหารเองได้ค่อนข้างจะช้ากว่ามาก เมื่อเทียบกับลูกนกที่พ่อแม่นกป้อน อาจเป็นเพราะไม่มีตัวอย่างจากพ่อแม่ หรือ พี่น้องตัวอื่นๆ
2.ลูกนกขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่ จะต้องใช้ระยะเวลาตั้งแต่ 3 - 6 ปี หรืออาจมากกว่านั้น จึงจะถึงวัยเจริญพันธ์ ยกตัวอย่างเกรย์ มีช่วงอายุไข ประมาณ 40-60 ปีใช้เวลา 6 ปี กว่าจะถึงวัยเจริญพันธ์ ลูกนกที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปี ก็คงเทียบได้กับเด็กทารกประมาณ 1-2 + ขวบ ซึ่งเด็กในวัยนั้น ยังต้องการอาหารเสริมอยู่นะครับ จะปล่อยให้เลือกกินเองบนโต๊ะตามใจชอบนั้นไม่ได้ เพราะสุดท้าย เด็กจะขาดสารอาหาร แคระแกรน
3.นกในธรรมชาติ จะถึงวัยเจริญพันธ์ช้ากว่านกในกรงเลี้ยง แต่ในขณะเดียวกัน ระยะเวลาที่แตกต่างกันออกไปนั้น เป็นระยะเวลาการเตรียมความพร้อมของร่างกายที่มีมากกว่า สมบูรณ์กว่า แข็งแรงกว่า และ ตัวโตกว่า
ส่วนนกในกรงเพาะ เนื่องจากส่วนใหญ่แล้ว จะทำเป็นธุรกิจ การให้ผลผลิตเร็วที่สุด จึงเป็นเป้าหมายแรก
ดังนั้น การที่ลูกนกเกิดมา แล้วมาเจอการเลี้ยงดูแบบให้วีนเร็วที่สุด ผลที่ได้ นกจะมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆในแต่ละรุ่นๆ
4.การป้อนอาหารกันอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน ถึงแม้นกจะกินเองได้แล้ว แต่ก็ยังคงป้อนเสริมมื้อเย็น(หยุดบ้างในบางวัน ตามความจำเป็น) จะเป็นสิ่งที่เสริมสร้างความผูกพันธ์ระหว่างคนกับนก ให้ได้มีโอกาสใกล้ชิดกัน ได้จับได้เกาให้บ้าง เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวให้ความเชื่องเหนียวแน่นตลอดไปนะครับ
5.และเป็นวิธีการที่สะดวกที่สุด มีประสิทธิภาพมากที่สุด ในการจะให้วิตามิน แคลเซี่ยม และยา ฯลฯ ก็โดยผสมลงไปในอาหารที่ป้อน นั้นเลย
สายยางซื้อที่ไหนครับตามรูปอะครับช้อนด้วยครับขอร้องดูด่วน
อ้างถึงbiggy เป็นผู้เขียน:
สายยางซื้อที่ไหนครับตามรูปอะครับช้อนด้วยครับขอร้องดูด่วน
ผมไม่แน่ใจว่าคุณbiggy อ้างถึงรูปไหนนะครับ
หากเป็นสายยางใส้ไก่รถจักรยาน ก็ซื้อตามร้านขายจักรยาน
ส่วนสายยางซิลิโคน ที่มีรูด้านข้างสองรู หาซื้อได้ที่ร้านนริศ ซันเดย์ ครับ
และช้อน ก็เป็นช้อนชาสแตนเลสทั่วไป เอาค้อนค่อยๆทุบของสองข้างให้งุ้มเข้าหากัน
กระทู้ดีๆมีประโยชน์ อย่างนี้ต้องขุดมันขึ้มมา
อ้างถึงMy_love เป็นผู้เขียน:
กระทู้ดีๆมีประโยชน์ อย่างนี้ต้องขุดมันขึ้มมา
หมดมุขที่จะตอบกันแล้วมั้งขอรับกระผม อิ อิ :lol: :lol: :lol: :-o :-D
เป็นเวปที่เปิดเผยและเปิดใจมากที่สุดเลยครับ..อบอุ่นจริงๆครับพี่.น้องๆครับ..! :-D
อ้างถึงbird_j เป็นผู้เขียน:
เป็นเวปที่เปิดเผยและเปิดใจมากที่สุดเลยครับ..อบอุ่นจริงๆครับพี่.น้องๆครับ..! :-D
เดียวนี้ สมาชิกใจถึงเลี้ยงกันขนาดขนยังไม่แทงเลย
ตั้งแต่เลี้ยงมายังไม่เคยเลี้ยงนกไซค์นี้เลย
ข้าน้อยขอนับถือ
:-D :-D :-D
อ้างถึงปู่โด้ เป็นผู้เขียน:
อ้างถึงC.tan เป็นผู้เขียน:
อ้างถึงat_love เป็นผู้เขียน:
กรณีใช้หลอดแก้ว + ลูกบีบยาง
มีความเป็นไปได้ในการหยดอาหารมากน้อยเพียงใดครับ
มันคืออันเดียวกันกับที่เรียกว่า ดร๊อปเปอร์ ครับ
หากคนใช้ เคยชินอยู่กับการบีบอะไรต่อมิอะไร ที่มันเต็มไม้เต็มมือ ก็น่าหวาดเสียวอ่ะนะ ขอรับ
:-D :-D :-D
อู้ว๊าวววววววววววว !!!! ชอบคำนึ้จัง " บีบอะไรต่อมิอะไร ที่มันเต็มไม้เต็มมือ " อิ อิ
ช๊อบชอบ!!! ............. ครับ หุหุ
กร๊ากกกก ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ( หายเครียดแล้วครับ ขอขอบพระคุณสำหรับคำปรึกษาและแอบระบายนิดนิด ) อิ อิ [/b] :-D :-D :lol: :lol: :lol: :-o :-o :-o :-o :-D
บีบอะไรคับพี่โด้ ช่วยแปลความหมายให้ด้วยคับ
อ้างถึงball เป็นผู้เขียน:
อ้างถึงปู่โด้ เป็นผู้เขียน:
อ้างถึงC.tan เป็นผู้เขียน:
อ้างถึงat_love เป็นผู้เขียน:
กรณีใช้หลอดแก้ว + ลูกบีบยาง
มีความเป็นไปได้ในการหยดอาหารมากน้อยเพียงใดครับ
มันคืออันเดียวกันกับที่เรียกว่า ดร๊อปเปอร์ ครับ
หากคนใช้ เคยชินอยู่กับการบีบอะไรต่อมิอะไร ที่มันเต็มไม้เต็มมือ ก็น่าหวาดเสียวอ่ะนะ ขอรับ
:-D :-D :-D
อู้ว๊าวววววววววววว !!!! ชอบคำนึ้จัง " บีบอะไรต่อมิอะไร ที่มันเต็มไม้เต็มมือ " อิ อิ
ช๊อบชอบ!!! ............. ครับ หุหุ
กร๊ากกกก ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ( หายเครียดแล้วครับ ขอขอบพระคุณสำหรับคำปรึกษาและแอบระบายนิดนิด ) อิ อิ [/b] :-D :-D :lol: :lol: :lol: :-o :-o :-o :-o :-D
บีบอะไรคับพี่โด้ ช่วยแปลความหมายให้ด้วยคับ
จุ๊ ๆๆๆ จุ๊ ๆๆๆๆ
เดี๋ยวเมีย เอาเลือดหัวออก หุหุ ( ที่บ้านพี่ดุ ) งี้ต้องปรึกษา ใครได้บ้างขอรับกระผม ( หุหุ )