ต้นอ้อล้อลมมือวาง
กุมภาพันธ์ 11, 2008, 09:22:56 ก่อนเที่ยง*** ได้อ่านบทความบทหนึ่งซึ่งเข้ากับบรรยากาศวันวาเลนท์ไทน์ที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ... จึงเอามาฝากกัน... อาจยาวไปสักหน่อยแต่คิดว่าน่าสนใจไม่น้อยเลย...
--------------------------------------------------------------------------------
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ดอกกุหลาบก็ยังคงครองแชมป์ขายดีที่สุดในวันวาเลนไทน์
แต่ก็จะน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งนะคะ หากคู่รักหลาย ๆ คู่ให้ความสำคัญกับสัญลักษณ์นี้
แต่กลับมองข้ามวิธีการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมในอีกรูปแบบ ที่ทำได้ทุกวัน
แบบที่กระเป๋าสตางค์ไม่ต้องรั่วไหล และให้ผลเป็นความสุขใจที่ยั่งยืนกว่ากันมากทีเดียว
คนเรามักจะเกรงใจ และมีอัธยาศัยอันดีกับคนอื่นรอบตัวได้โดยง่าย
แต่กับคนที่เรารักและใกล้ชิดที่สุดนี่แหละ
ที่หลายครั้ง เรากลับสร้างความยุ่งยากใจ สร้างความรุ่มร้อนต่อกันได้ง่ายที่สุด
ด้วยวิธีคิด วิธีพูด และวิธีการแสดงออกของเราเอง
ยามไม่พอใจ เราอาจกระแทกวาจาทำร้ายกันได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย
ยามเหนื่อยหน่าย เราอาจไม่พูดไม่จา เห็นการถามไถ่ใยดีของอีกฝ่ายเป็นความน่ารำคาญ
ยามรักเกินงาม เราอาจเห็นเขาเป็นสมบัติส่วนตัวที่ขอหวงแหนไว้โคจรรอบตัวเราอย่างใจ
ยามมีปัญหาขัดใจ เราอาจหยิบร้อยเรื่องสารพัดงัดแย้งมาโทษกันว่า "แล้วทีเธอ...!" ฯลฯ
การกระทบกันอาจดูเหมือนเป็นเรื่อง "ธรรมดา" ของชีวิตคู่ แต่จะไม่ดีกว่าหรือ...
หากจะทำชายคาที่อยู่ร่วมกันนั้นให้ร่มเย็น และทำชีวิตที่อยู่ร่วมกันให้เป็นบ้าน ไม่ใช่คุก
เพราะวันหนึ่ง เมื่อคนรักของเราพบว่ามันไม่ใช่เรื่องธรรมดาอีกต่อไป ก็อาจสายไปเสียแล้ว
คุณดังตฤณเคยแนะนำไว้ค่ะว่า วิธีที่จะสร้างกระแสความเย็นต่อกัน
อันเป็นเครื่องเกื้อหนุนให้อยู่ร่วมกันได้อย่างร่มเย็นนั้น อยู่ที่ความเป็นตัวเราทั้งหมดนี่แหละ
ทั้งกระแสความเย็นจากการกระทำ กระแสความเย็นจากน้ำเสียงและวิธีพูด
และสิ่งที่หลายคนอาจนึกไม่ถึง คือกระแสความเย็นจากจิต จากตัวเราเอง
โดย การกระทำ นั้น ขอเพียงมีกายที่สะอาด มีศีลสัตย์ต่อคู่รักของตน ช่วยเหลือเกื้อกูล
มีอะไรผ่อนแรงได้ก็ช่วยกัน คู่รักเหนื่อยอ่อนก็บีบนวดให้คลายเมื่อย แค่นี้ก็เย็นใจได้แล้ว
แถมบางคู่นั้น ชวนกันสวดมนต์ นั่งสมาธิ ก็ยิ่งเป็นความเย็นใจต่อกันขึ้นไปอีกแบบด้วยค่ะ
ส่วนการใช้ น้ำเสียงและวิธีพูด นั้น อยู่ที่ทั้งการพูดจากันปกติ และยามมีปัญหาขัดแย้งกัน
หลายคนมักไม่รู้ตัวว่า แม้คำสุภาพคำเล็ก ๆ เช่น "นี่!" หรือ "คุณ!" ที่กระแทกเสียงหนัก ๆ
ในตอนต้น ก็พร้อมที่จะเปิดศึกลากจูงกระแสร้อนแบบเดียวกันตามมาได้เป็นขบวนแล้ว
จุดเริ่มต้นจึงไม่ได้อยู่ที่ลมปาก แต่อยู่ที่เจตนาจะพูดกันด้วยเมตตาอย่างแท้จริง
ถ้ากำหนดจิตไว้แต่แรกแล้วว่า อย่างไรลงท้ายที่สุดต้องเป็นคำสุภาพที่ออกมาจากใจ
ด้วยเจตนาที่จะปรับความเข้าใจกันอย่างแท้จริง เรื่องร้อนก็ย่อมกลายเป็นเย็นลงได้แน่นอนค่ะ
และสุดท้าย จิต ของเรานั่นเอง เชื่อไหมคะว่า ความคิดคนเรามีลักษณะเป็นคลื่นบวกลบอยู่
และที่สำคัญ กระแสความคิดของคนเรา สามารถก่อกระแสความเย็น
หรือกระแสความร้อนให้จิตคนอื่นสัมผัสได้จริง
ลองดูเถอะค่ะ ลองถ้าเราเจาะจงคิดร้าย คิดร้อน คิดด่าทอ หรือคิดจะทำร้ายกัน
อีกฝ่ายแค่เดินเข้ามาใกล้ ก็อาจรู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ถูกได้แล้ว
แต่ถ้าอีกฝ่ายมีแต่ความเย็นใจ แม้ไม่ต้องพูดอะไร แค่เข้าใกล้ก็สัมผัสความเย็นนั้นได้เช่นกัน
คุณดังตฤณแนะไว้ด้วยว่า เมื่อลงลึกมาถึงระดับความคิดและกระแสความเย็นจากจิตนี้แล้ว
ก็จะทำให้เรานึกถึงคำว่า "บุญ" ได้ง่ายขึ้นด้วย เพราะบุญนั้นคือความเย็น คือคุณงามความดี
เป็นกระแสนามธรรมด้านบวกที่เริ่มต้นจากจิต จากความนึกคิด จากคำพูด จากการกระทำ
ทั้งที่มีต่อกัน และทั้งเพื่อคนอื่น ๆ ในสังคม
และเรื่องง่าย ๆ อย่างเช่น การชวนกันไปทำบุญด้วยศรัทธาเดียวกัน
จัดหาข้าวของถวายพระ หรือช่วยเหลือคนด้อยโอกาส ด้วยน้ำจิตน้ำใจที่เป็นหนึ่ง
ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำนี่เอง ก็สามารถเป็นต้นแหล่งของความคิดเยือกเย็นใหญ่
ที่จะพลอยทำให้ความคิดอื่น ๆ ในชีวิตประจำวันเยือกเย็นไปด้วยได้แล้วค่ะ
การที่คนเราจะเกิดมาคู่กันได้นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญนะคะ
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ความรักจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยเหตุสองประการ
ประการแรก คือ เคยอยู่ร่วมกันมาในอดีตชาติ ประการที่สองคือ ชาตินี้ได้เกื้อกูลกัน
ดังนั้น จะอาศัยเพียงความรู้สึกดีในชั้นแรกที่พบกัน จากกรรมเก่าที่เคยสานร่วมกันมานั้น
ย่อมไม่เพียงพอแน่นอน การที่ชาตินี้ต่างฝ่ายต่างได้เกื้อกูลกัน ทั้งทางกาย ทางวาจา
และทางจิตหรือวิธีคิดนี่แหละค่ะ ที่จะทำให้ความรักอย่างลึกซึ้งมั่นคงเกิดขึ้นได้
บางที วาเลนไทน์นี้ อาจทำให้เราย้อนกลับมาคิดได้อีกสักนิดหนึ่งนะคะ...
ว่าทุกวันนี้ เราให้ "ดอกไม้" แบบไหนกับคนข้าง ๆ เราอยู่ แบบที่แพงหน่อย
แต่วันเดียวก็เหี่ยวเฉา หรือแบบที่ราคาย่อมเยา แต่กลับทำให้เรารักไม่เก่าเลย.
--------------------------------------------------------------------------------
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ดอกกุหลาบก็ยังคงครองแชมป์ขายดีที่สุดในวันวาเลนไทน์
แต่ก็จะน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งนะคะ หากคู่รักหลาย ๆ คู่ให้ความสำคัญกับสัญลักษณ์นี้
แต่กลับมองข้ามวิธีการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมในอีกรูปแบบ ที่ทำได้ทุกวัน
แบบที่กระเป๋าสตางค์ไม่ต้องรั่วไหล และให้ผลเป็นความสุขใจที่ยั่งยืนกว่ากันมากทีเดียว
คนเรามักจะเกรงใจ และมีอัธยาศัยอันดีกับคนอื่นรอบตัวได้โดยง่าย
แต่กับคนที่เรารักและใกล้ชิดที่สุดนี่แหละ
ที่หลายครั้ง เรากลับสร้างความยุ่งยากใจ สร้างความรุ่มร้อนต่อกันได้ง่ายที่สุด
ด้วยวิธีคิด วิธีพูด และวิธีการแสดงออกของเราเอง
ยามไม่พอใจ เราอาจกระแทกวาจาทำร้ายกันได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย
ยามเหนื่อยหน่าย เราอาจไม่พูดไม่จา เห็นการถามไถ่ใยดีของอีกฝ่ายเป็นความน่ารำคาญ
ยามรักเกินงาม เราอาจเห็นเขาเป็นสมบัติส่วนตัวที่ขอหวงแหนไว้โคจรรอบตัวเราอย่างใจ
ยามมีปัญหาขัดใจ เราอาจหยิบร้อยเรื่องสารพัดงัดแย้งมาโทษกันว่า "แล้วทีเธอ...!" ฯลฯ
การกระทบกันอาจดูเหมือนเป็นเรื่อง "ธรรมดา" ของชีวิตคู่ แต่จะไม่ดีกว่าหรือ...
หากจะทำชายคาที่อยู่ร่วมกันนั้นให้ร่มเย็น และทำชีวิตที่อยู่ร่วมกันให้เป็นบ้าน ไม่ใช่คุก
เพราะวันหนึ่ง เมื่อคนรักของเราพบว่ามันไม่ใช่เรื่องธรรมดาอีกต่อไป ก็อาจสายไปเสียแล้ว
คุณดังตฤณเคยแนะนำไว้ค่ะว่า วิธีที่จะสร้างกระแสความเย็นต่อกัน
อันเป็นเครื่องเกื้อหนุนให้อยู่ร่วมกันได้อย่างร่มเย็นนั้น อยู่ที่ความเป็นตัวเราทั้งหมดนี่แหละ
ทั้งกระแสความเย็นจากการกระทำ กระแสความเย็นจากน้ำเสียงและวิธีพูด
และสิ่งที่หลายคนอาจนึกไม่ถึง คือกระแสความเย็นจากจิต จากตัวเราเอง
โดย การกระทำ นั้น ขอเพียงมีกายที่สะอาด มีศีลสัตย์ต่อคู่รักของตน ช่วยเหลือเกื้อกูล
มีอะไรผ่อนแรงได้ก็ช่วยกัน คู่รักเหนื่อยอ่อนก็บีบนวดให้คลายเมื่อย แค่นี้ก็เย็นใจได้แล้ว
แถมบางคู่นั้น ชวนกันสวดมนต์ นั่งสมาธิ ก็ยิ่งเป็นความเย็นใจต่อกันขึ้นไปอีกแบบด้วยค่ะ
ส่วนการใช้ น้ำเสียงและวิธีพูด นั้น อยู่ที่ทั้งการพูดจากันปกติ และยามมีปัญหาขัดแย้งกัน
หลายคนมักไม่รู้ตัวว่า แม้คำสุภาพคำเล็ก ๆ เช่น "นี่!" หรือ "คุณ!" ที่กระแทกเสียงหนัก ๆ
ในตอนต้น ก็พร้อมที่จะเปิดศึกลากจูงกระแสร้อนแบบเดียวกันตามมาได้เป็นขบวนแล้ว
จุดเริ่มต้นจึงไม่ได้อยู่ที่ลมปาก แต่อยู่ที่เจตนาจะพูดกันด้วยเมตตาอย่างแท้จริง
ถ้ากำหนดจิตไว้แต่แรกแล้วว่า อย่างไรลงท้ายที่สุดต้องเป็นคำสุภาพที่ออกมาจากใจ
ด้วยเจตนาที่จะปรับความเข้าใจกันอย่างแท้จริง เรื่องร้อนก็ย่อมกลายเป็นเย็นลงได้แน่นอนค่ะ
และสุดท้าย จิต ของเรานั่นเอง เชื่อไหมคะว่า ความคิดคนเรามีลักษณะเป็นคลื่นบวกลบอยู่
และที่สำคัญ กระแสความคิดของคนเรา สามารถก่อกระแสความเย็น
หรือกระแสความร้อนให้จิตคนอื่นสัมผัสได้จริง
ลองดูเถอะค่ะ ลองถ้าเราเจาะจงคิดร้าย คิดร้อน คิดด่าทอ หรือคิดจะทำร้ายกัน
อีกฝ่ายแค่เดินเข้ามาใกล้ ก็อาจรู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ถูกได้แล้ว
แต่ถ้าอีกฝ่ายมีแต่ความเย็นใจ แม้ไม่ต้องพูดอะไร แค่เข้าใกล้ก็สัมผัสความเย็นนั้นได้เช่นกัน
คุณดังตฤณแนะไว้ด้วยว่า เมื่อลงลึกมาถึงระดับความคิดและกระแสความเย็นจากจิตนี้แล้ว
ก็จะทำให้เรานึกถึงคำว่า "บุญ" ได้ง่ายขึ้นด้วย เพราะบุญนั้นคือความเย็น คือคุณงามความดี
เป็นกระแสนามธรรมด้านบวกที่เริ่มต้นจากจิต จากความนึกคิด จากคำพูด จากการกระทำ
ทั้งที่มีต่อกัน และทั้งเพื่อคนอื่น ๆ ในสังคม
และเรื่องง่าย ๆ อย่างเช่น การชวนกันไปทำบุญด้วยศรัทธาเดียวกัน
จัดหาข้าวของถวายพระ หรือช่วยเหลือคนด้อยโอกาส ด้วยน้ำจิตน้ำใจที่เป็นหนึ่ง
ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำนี่เอง ก็สามารถเป็นต้นแหล่งของความคิดเยือกเย็นใหญ่
ที่จะพลอยทำให้ความคิดอื่น ๆ ในชีวิตประจำวันเยือกเย็นไปด้วยได้แล้วค่ะ
การที่คนเราจะเกิดมาคู่กันได้นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญนะคะ
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ความรักจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยเหตุสองประการ
ประการแรก คือ เคยอยู่ร่วมกันมาในอดีตชาติ ประการที่สองคือ ชาตินี้ได้เกื้อกูลกัน
ดังนั้น จะอาศัยเพียงความรู้สึกดีในชั้นแรกที่พบกัน จากกรรมเก่าที่เคยสานร่วมกันมานั้น
ย่อมไม่เพียงพอแน่นอน การที่ชาตินี้ต่างฝ่ายต่างได้เกื้อกูลกัน ทั้งทางกาย ทางวาจา
และทางจิตหรือวิธีคิดนี่แหละค่ะ ที่จะทำให้ความรักอย่างลึกซึ้งมั่นคงเกิดขึ้นได้
บางที วาเลนไทน์นี้ อาจทำให้เราย้อนกลับมาคิดได้อีกสักนิดหนึ่งนะคะ...
ว่าทุกวันนี้ เราให้ "ดอกไม้" แบบไหนกับคนข้าง ๆ เราอยู่ แบบที่แพงหน่อย
แต่วันเดียวก็เหี่ยวเฉา หรือแบบที่ราคาย่อมเยา แต่กลับทำให้เรารักไม่เก่าเลย.
